12.14 รายงานประจำวัน AI ตลาดการเงินโลกผันผวน: การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด, Brexit และความผันผวนของคริปโตเคอร์เรนซี

GateUser-26c36996
BTC0.37%
ETH0.53%
ZK-1.64%

หนึ่ง. ข่าวเด่น

1. เฟดขึ้นดอกเบี้ย 75 จุดฐาน, ทำให้ตลาดโลกผันผวนอย่างรุนแรง

เฟดประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 75 จุดฐานในการประชุมกำหนดนโยบายเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ทำให้ช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยของเฟดอยู่ที่ 4.25%-4.5% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่เจ็ด และเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 1994

เจอโรม พาวเวล ประธานเฟดกล่าวในงานแถลงข่าวว่าความกดดันเงินเฟ้อยังคงรุนแรง คาดว่าจะสูงสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อลงเหลือ 2% เฟดจะดำเนินการขึ้นดอกเบี้ยอีกหลายครั้งในปีหน้า

การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เกินความคาดหมายของตลาด ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างหนักในวันเดียวโดยดัชนีดาวโจนส์ลดเกือบ 800 จุด ซึ่งเป็นการลดลงในวันเดียวที่มากที่สุดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ดัชนีดอลลาร์พุ่งขึ้นกว่า 1% ทำลายระดับ 105 จุด ราคาน้ำมันดิบร่วงลงกว่า 5% ทองคำฟิวเจอร์ร่วงเกือบ 2%

นักวิเคราะห์ชี้ว่าความมุ่งมั่นของเฟดทำให้ตลาดกังวลเรื่องการชะลอเศรษฐกิจอย่างรุนแรง คาดว่าในปีหน้าทั่วโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย กำไรของบริษัทและตำแหน่งงานอาจแย่ลง อัตราเงินเฟ้อลดลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง การดำเนินนโยบายขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลให้แนวโน้มการนโยบายการเงินทั่วโลกเข้มงวดขึ้น ซึ่งจะทำให้สภาพแวดล้อมทางการเงินแย่ลงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่อย่างหนัก

2. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ ซูนาค ประกาศ “ยืนหยัดเรื่อง Brexit”

นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ ลิซ ทรัสซีย์ ซูนาค กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมว่า อังกฤษจะ “ยืนหยัดเรื่อง Brexit” และจะประกาศแผน “แผน Brexit ใหม่” ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ซูนาคกล่าวว่า การแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปเป็น “ชัยชนะของประชาธิปไตย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของประชาชน เธอสัญญาว่าจะสร้างความสัมพันธ์ที่ “มีความเป็นผู้ใหญ่และเคารพซึ่งกันและกัน” กับสหภาพยุโรป รวมถึงจะเจรจาเงื่อนไขใหม่ในด้านการค้าและการอพยพ

คำประกาศของซูนาคก่อให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงจากฝ่ายยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปโดยอดีตประธานาธิบดี ฟอน เดอ ลายน์ เตือนว่า อังกฤษไม่สามารถ “เจรจาใหม่” ข้อตกลง Brexit ที่ได้ตกลงกันไว้แล้วได้ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับ “ผลที่รุนแรง”

นักวิเคราะห์ชี้ว่าการยืนหยัดในจุดยืนเรื่อง Brexit ของอังกฤษจะเพิ่มความตึงเครียดในความสัมพันธ์อังกฤษ-ยุโรป โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญเช่น ไอร์แลนด์เหนือ ความขัดแย้งด้านการค้าจะรุนแรงขึ้น เศรษฐกิจอังกฤษอยู่ในช่วงถดถอยและฟื้นตัวช้า ซูนาคต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบาก

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายยุโรปก็เสี่ยงต่อการแบ่งแยกภายในมากขึ้น หลายประเทศสมาชิกเข้าใจและสนับสนุนจุดยืนของอังกฤษ แต่ก็เรียกร้องให้กลุ่มยุโรปมีความยืดหยุ่นและเป็นจริงในการเจรจา ความขัดแย้งภายในกลุ่มยุโรปจะยิ่งทำให้มีอิทธิพลน้อยลงในระดับนานาชาติ

3. มัสก์ประกาศลาออกจากตำแหน่ง CEO ของ Twitter

มาร์ก มัสก์ ทวีตเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมว่า ถ้าหาได้คนที่ “โง่พอ” มารับตำแหน่ง เขาจะลาออกจากตำแหน่ง CEO ของ Twitter

หลังจากซื้อ Twitter ด้วยมูลค่า 44 พันล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม เขาเข้ารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Twitter แต่คำแต่งตั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีการกล่าวหาเขาขาดประสบการณ์ในสายงานนี้

หลังเข้ารับตำแหน่ง มัสก์ได้ดำเนินการปฏิรูปหลายด้าน รวมทั้งปลดพนักงานจำนวนมาก ฟื้นฟูบัญชีของทรัมป์และผู้อื่น รวมถึงเปิดบริการสมัครสมาชิกแบบชำระเงิน ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างกว้างขวาง รายได้จากโฆษณาลดลงและพนักงานลาออกเป็นจำนวนมาก บริษัทเข้าสู่ช่วงวุ่นวาย

นักวิเคราะห์มองว่าการลาออกของมัสก์อาจเป็นผลดีต่อการฟื้นฟูการดำเนินงานของ Twitter แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของ CEO คนใหม่ว่าจะสามารถฟื้นฟูเสถียรภาพได้หรือไม่

นอกจากนี้ มัสก์ยังดำรงตำแหน่ง CEO ของ Tesla, Spa และบริษัทอื่นอีกหลายแห่ง ซึ่งทำให้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการบริหารงานแบบแบ่งรับแบ่งสู้ หลังจากลาออกจาก Twitter เขาจะสามารถโฟกัสเรื่องธุรกิจอื่น ๆ ได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ตลาดให้ความสนใจ

โดยรวมแล้ว การตัดสินใจซื้อ Twitter ของมัสก์มีส่วนผสมของความใจร้อนและความเสี่ยง ทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่อ Twitter และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเขาในวงการเทคโนโลยี เขาจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ดีแค่ไหน จะเป็นตัวชี้วัดชื่อเสียงและอิทธิพลในวงการเทคโนโลยีของเขา

4. จีนประกาศแก้ไข “กฎระเบียบอินเทอร์เน็ต” ฉบับปรับปรุง เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมข้อมูล

สำนักงานข้อมูลและเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน (ไซบีที) ร่วมกับอีก 8 หน่วยงานออกประกาศฉบับแก้ไข “ระเบียบการบริหารจัดการอัลกอริทึมในการแนะนำข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต” เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม เพื่อกำหนดแนวทางการกำกับดูแลบริการแนะนำอัลกอริทึมบนอินเทอร์เน็ตให้ชัดเจนมากขึ้นและเพิ่มมาตรการควบคุม

กฎระเบียบฉบับใหม่นี้ระบุชัดว่าผู้ให้บริการข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตต้องปฏิบัติตามหลักความเป็นธรรมและความโปร่งใส ห้ามใช้เทคโนโลยีอัลกอริทึมในกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติและระเบียบเศรษฐกิจ พร้อมทั้งบังคับให้บริษัทที่เกี่ยวข้องสร้างกลไกประเมินผลกฎของอัลกอริทึมและต้องรับผิดชอบต่อการกำกับดูแลของรัฐบาล

นักวิเคราะห์ชี้ว่าการออกกฎระเบียบนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการควบคุมอัลกอริทึม ปกป้องความมั่นคงของประเทศและความสงบเรียบร้อยของสังคม รวมถึงคุ้มครองสิทธิ์ของประชาชนในด้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัว เนื่องจากการใช้งานอัลกอริทึมในหลายภาคส่วนขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและบังคับใช้ได้จริง

กฎระเบียบฉบับนี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ซึ่งจะต้องเพิ่มความโปร่งใสและสามารถอธิบายผลลัพธ์ของอัลกอริทึมให้ชัดเจนขึ้น รวมถึงอาจเพิ่มต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

ในระยะยาว กฎระเบียบนี้น่าจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมอินเทอร์เน็ตที่ดีขึ้น ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีอัลกอริทึมอย่างมั่นคงและเป็นธรรม บริษัทต่าง ๆ ควรปรับตัวตามกฎใหม่และปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการอัลกอริทึมให้มีความรับผิดชอบและปลอดภัยมากขึ้น

( 5. OPEC+ ตัดสินใจลดการผลิตน้ำมันต่อวันในปี 2023 ลง 20,000 บาร์เรล

กลุ่มโอเปกและพันธมิตรประชุมเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ตัดสินใจลดการผลิตน้ำมันในปี 2023 ลงวันละ 20,000 บาร์เรล เพื่อรับมือกับแนวโน้มอุปสงค์ที่อ่อนแอลงและเศรษฐกิจชะลอตัว

การตัดสินใจนี้ผิดความคาดหมายของตลาด ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นทันทีโดยเบรนท์ขึ้นใกล้ 3% กลับไปแตะระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง

นักวิเคราะห์ชี้ว่าการลดการผลิตนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนราคาน้ำมันในปีหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาตกลงอย่างรุนแรงจากการเกินอุปทาน แต่ขนาดของการลดก็ไม่มากนัก จึงคาดว่าจะให้การสนับสนุนราคาน้ำมันในระดับจำกัด

จากด้านอุปทาน รัสเซียถูกคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน ทำให้การผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเพิ่มความตึงเครียดในอุปทาน ขณะที่อเมริกามีแนวโน้มผลิตน้ำมันเชลล์เพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยบางส่วนของการลดลง

ด้านอุปสงค์ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ความต้องการพลังงานลดลง โดยเฉพาะในยุโรปที่ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ ทำให้กิจกรรมอุตสาหกรรมลดลง ส่งผลต่อความต้องการน้ำมัน และการระบาดของ COVID-19 ในจีนก็สร้างความผันผวนให้กับความต้องการภายในประเทศ

โดยรวมแล้ว ราคาน้ำมันในปี 2023 น่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงและผันผวนแต่อย่างใด ความไม่สมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเพิ่มความไม่แน่นอนในตลาด ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือ

สอง. ข่าวอุตสาหกรรม

) 1. ราคาบิทคอยน์แตะต่ำกว่า 88,000 ดอลลาร์ชั่วคราว, ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาด

ราคาบิทคอยน์ในวันที่ 14 ธันวาคมเช้าตรู่ร่วงแตะต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ 88,000 ดอลลาร์ โดยต่ำสุดแตะที่ 86,317 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์เชื่อว่าการร่วงนี้เป็นผลมาจากการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยของผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเข้มงวดของสภาพคล่องทั่วโลก พร้อมกันนี้ คำแถลงของ CEO Strategy ก็ทำให้แนวโน้มราคาบิทคอยน์ร่วงลงอย่างรวดเร็ว

การร่วงของราคาบิทคอยน์ทำให้ผู้ลงทุนเกิดความตื่นตระหนก เงินจำนวนมากไหลออกจากตลาดคริปโตเคอเรนซี ข้อมูลพบว่ามูลค่าตลาดรวมของคริปโตลดลงอย่างมากในช่วง 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีมูลค่าที่สูญเสียไปในวันเดียวสูงถึง 140 พันล้านดอลลาร์ และข้อมูลจากตลาดแลกเปลี่ยนชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ 23,000 ดอลลาร์สร้างแนวรับสูงหนาแน่น ทำให้หลายตำแหน่งซื้อขายถูกบังคับให้ปิดโดยอัตโนมัติ

นักวิเคราะห์ระบุว่ามีกำลังขายในระยะสั้นของบิทคอยน์อย่างชัดเจน หากไม่สามารถรับแรงสนับสนุนที่ระดับ 88,600-89,000 ดอลลาร์ได้ แนวต้านใหม่จะอยู่ที่ 86,200 ดอลลาร์และ 84,300 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว พื้นฐานของบิทคอยน์ยังไม่เปลี่ยนแปลง การปรับตัวลงครั้งนี้อาจเป็นเพียงการทำกำไรและการโยกย้ายของกองทุน นักลงทุนควรติดตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและการเคลื่อนไหวของกองทุนสถาบันเพื่อจับจังหวะตลาดในอนาคต

2. ราคาทองคำ Ethereum ร่วงแรงกว่า 5% ในวันเดียว

ราคาทองคำอีเทอเรมในวันที่ 14 ธันวาคมก็ปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยลดลงสูงสุดกว่า 5% และแตะระดับต่ำสุดที่ 2,900 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์เชื่อว่าการร่วงของอีเทอเรมนั้นเป็นผลมาจากการร่วงของบิทคอยน์เป็นสำคัญ

เช่นเดียวกับบิทคอยน์ การร่วงของอีเทอเรมก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุน ข้อมูลจากตลาดแสดงให้เห็นว่าตำแหน่งซื้อขายของอีเทอเรมถูกบังคับปิดจำนวนมาก รวมถึงเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเทียบกับบิทคอยน์ การร่วงของอีเทอเรมถือว่านุ่มนวลกว่า สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังคงมองในแง่ดีต่ออนาคตระยะยาวของมัน

นักวิเคราะห์กล่าวว่า อีเทอเรมในช่วงนี้ยังทำผลงานได้ดีในด้านการอัปเกรดเครือข่ายและการพัฒนาระบบนิเวศน์ เช่น DeFi, NFT ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สนับสนุนการใช้งานจริงของอีเทอเรม ตราบใดที่สภาพเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง องค์ประกอบพื้นฐานของอีเทอเรมยังคงแข็งแรง นักลงทุนจึงควรติดตามแนวโน้มการพัฒนาบนชั้นบนของระบบอย่างใกล้ชิด

3. ตลาดเหรียญเลียนแบบและเหรียญชั้นนำแสดงความแตกต่างในแนวโน้ม, บางเหรียญฮิตปรับตัวขึ้นสวนตลาด

จากผลกระทบของการร่วงของบิทคอยน์และอีเทอเรม ตลาดคริปโตโดยรวมแสดงแนวโน้มผันผวนและลดลง อย่างไรก็ตาม เหรียญเลียนแบบและเหรียญฮิตบางตัวกลับปรับตัวขึ้นสวนตลาด ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนกำลังไหลทุนไปยังโปรเจคที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีโอกาสเติบโตในรอบต่อไป

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า กลุ่ม Layer2 ร่วงลงโดยรวม 7.72% โดย Starknet และ zkSync ลดลง 13.13% และ 10.99% ตามลำดับ แต่เหรียญ Meme อย่าง MemeCore และ SoSoValue กลับปรับตัวขึ้น 7.15% และ 8.43% ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความแตกต่างในแนวโน้มการลงทุน

นักวิเคราะห์ชี้ว่าการแยกตัวนี้เป็นผลมาจากนักลงทุนเริ่มลดการลงทุนในโปรเจคที่ไม่มีแอปพลิเคชันจริงและหันไปสนับสนุนโปรเจคที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีแนวโน้มในอนาคตในรอบตลาดขาลง อย่างไรก็ตาม ก็มีคำเตือนว่าสภาพตลาดเหรียญเลียนแบบมีความผันผวนสูงและความเสี่ยงสูง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีและควบคุมความเสี่ยงให้ดี เพื่อป้องกันความเสียหายจากความผันผวน

โดยรวมแล้ว การร่วงของบิทคอยน์และอีเทอเรมได้ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาด แต่ก็เป็นกลไกที่เร่งการแบ่งแยกทุนและการโยกย้ายไปยังโปรเจคที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งมากขึ้น นักลงทุนควรใจเย็นและมองในระยะยาวเพื่อจับจังหวะที่ดี

สาม. ข่าวโครงการ

1. Aptos เปิดตัวกรอบการกำกับดูแล DAO ใหม่ นำการปฏิวัติการกระจายอำนาจใน Web3

Aptos เป็นโปรเจคบล็อกเชนระดับ 1 ที่เกิดใหม่โดยอดีตพนักงาน Meta มุ่งเน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถปรับขยายได้ ล่าสุด Aptos เปิดตัวกรอบการกำกับดูแล DAO ที่เป็นนวัตกรรม เพื่อต่อยอดพลังในระบบนิเวศของตน

กรอบนี้อนุญาตให้สมาชิกชุมชน Aptos เข้าร่วมการตัดสินใจบนบล็อกเชนโดยถือและวางเดิมพันโทเคน APT ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารแบบกระจายอำนาจที่คาดว่าจะสนับสนุนความยั่งยืนและความเป็นธรรมในระยะยาวของระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังมีการนำกลไกโหวตใหม่มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการตัดสินใจบนบล็อกเชน

ความเคลื่อนไหวของ Aptos ถือเป็นก้าวสำคัญในการปฏิวัติการกระจายอำนาจใน Web3 นักวิเคราะห์เชื่อว่านวัตกรรมนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับโปรเจคบล็อกเชนอื่น ๆ และผลักดันอุตสาหกรรมให้เข้าสู่ยุคของการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง คาดว่า DAO ของ Aptos จะดึงดูดนักพัฒนาและผู้ใช้เข้าร่วมมากขึ้น ส่งเสริมความแข็งแกร่งและอิทธิพลของระบบนิเวศ

อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงคัดค้านบางส่วนในเรื่องความเป็นไปได้ของการบริหารแบบนี้ ซึ่งนักวิจารณ์มองว่า ถึงแม้ว่าการเพิ่มความโปร่งใสและความเป็นธรรมจะเป็นประโยชน์ แต่ก็อาจทำให้กระบวนการตัดสินใจช้าลงและมีความไม่แน่นอนสูง จึงจำเป็นต้องหาสมดุลระหว่างความเป็นกระจายและความมีประสิทธิภาพ เพื่อความยั่งยืนของระบบนิเวศในระยะยาว

2. Arbitrum เปิดตัวโซลูชันขยายตัว zkSync ชั้นสอง เพิ่มความสามารถในการปรับขยาย Ethereum อย่างมาก

ในฐานะหนึ่งในโซลูชันการปรับขยาย Ethereum ชั้นสองที่นำโดย Arbitrum เมื่อเร็ว ๆ นี้ประกาศเปิดตัว zkSync ซึ่งเป็นโซลูชันขยายตัวแบบ Layer2 ที่ใช้เทคโนโลยี zkRollup เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการปรับขยายของเครือข่าย Ethereum

zkSync เป็นเทคโนโลยี Layer2 ที่ใช้เทคนิค zkRollup ซึ่งสามารถเพิ่มปริมาณธุรกรรมต่อวินาทีของ Ethereum อย่างมาก โดยไม่ลดความปลอดภัยและความเป็นอิสระของเครือข่าย คำกล่าวของ Arbitrum ระบุว่า zkSync สามารถเพิ่ม throughput ของ Ethereum ได้เป็นพันเท่า ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาคอขวดและค่าธรรมเนียมแก๊สที่สูงในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ

การเปิดตัวโซลูชันนี้ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในเส้นทางการปรับขยายของ Ethereum นักวิเคราะห์เชื่อว่า zkSync จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพของเครือข่าย โดยสนับสนุนการเติบโตของแอปพลิเคชัน DeFi, NFT และอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยขยายอิทธิพลของระบบนิเวศ Ethereum ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงเตือนว่าการนำ zkSync ไปใช้จริงอาจเผชิญกับความท้าทายด้านเทคนิคและความปลอดภัย นักวิเคราะห์แนะนำว่า Arbitrum ควรติดตามความคืบหน้าของการพัฒนานี้อย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

โดยรวมแล้ว การเปิดตัว zkSync เป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการปรับขยาย Ethereum ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว แต่ก็ต้องจับตาเรื่องความปลอดภัยและความเสี่ยงที่อาจตามมา

3. Aleo ปล่อยอัปเกรดด้านความเป็นส่วนตัวใหม่ นำยุคใหม่ของการคำนวณความเป็นส่วนตัวใน Web3

Aleo เป็นโปรเจคบล็อกเชนด้านความเป็นส่วนตัวที่เกิดใหม่ มุ่งเน้นสร้างสภาพแวดล้อมการคำนวณความเป็นส่วนตัวที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ล่าสุด Aleo เปิดตัวอัปเกรดสำคัญ ซึ่งทำให้ความสามารถด้านความเป็นส่วนตัวแข็งแกร่งขึ้น เป็นแนวทางนำเข้าสู่ยุคใหม่ของการคำนวณความเป็นส่วนตัวใน Web3

การอัปเกรดนี้นำเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proof (ZKP) เข้ามาใช้ ซึ่งสามารถตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมโดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวใด ๆ เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบ ทำให้แนวคิดของความเป็นส่วนตัวเป็นเรื่องจริงจังมากขึ้นในวงการ

นักวิเคราะห์มองว่า การอัปเกรดนี้เป็นความก้าวหน้าสำคัญในด้านความเป็นส่วนตัวของ Web3 โดยความต้องการความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้โซลูชันของ Aleoได้รับความสนใจและนำไปใช้ในแพลตฟอร์ม DeFi, ตลาด NFT และอื่น ๆ มากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงเตือนว่าเทคโนโลยี ZKP อาจเผชิญกับความท้าทายด้านเทคนิคและการปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งต้องการการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อความน่าเชื่อถือและความสามารถในการขยาย

โดยรวมแล้ว การอัปเกรดด้านความเป็นส่วนตัวของ Aleo ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญของวงการ Web3 ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศด้านความเป็นส่วนตัวในอนาคต แต่ก็ต้องติดตามผลกระทบและความเสี่ยงในทางปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

สี่. เศรษฐกิจและแนวโน้ม

1. เฟดขึ้นดอกเบี้ย 75 จุดฐาน, ความกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่

เศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ยังคงเผชิญกับแรงกดดันเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ข้อมูลล่าสุดเดือนพฤศจิกายน ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าคาดการณ์ที่ 6.1% ขณะเดียวกัน CPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 5.1% ซึ่งก็เกินกว่าที่ตลาดคาดไว้

เพื่อสกัดความกดดันเงินเฟ้อ เฟดประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 75 จุดฐานในการประชุมเดือนธันวาคม ทำให้ช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.25%-4.5% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่เจ็ดของเฟด สะท้อนความตั้งใจในการต่อต้านเงินเฟ้อ

เจอโรม พาวเวล กล่าวว่า แม้ข้อมูลล่าสุดจะบ่งชี้ว่าการชะลอความรุนแรงของเงินเฟ้อเกิดขึ้นแล้ว แต่ระดับเงินเฟ้อยังคงสูงเกินไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดลงเหลือ 2% เฟดอาจต้องรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงในระยะหนึ่ง เขาย้ำว่า หากข้อมูลเงินเฟ้อยังคงแข็งแรง เฟดจะต้องดำเนินการขึ้นดอกเบี้ยต่อไป

ตลาดตอบสนองต่อท่าทีของเฟดอย่างรุนแรง หุ้นสหรัฐฯ ร่วงหลังพาวเวลพูด ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.6% ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนต่อการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 3.6%

นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs ชี้ว่า ท่าทีแข็งกร้าวของเฟดอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอนาคต คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยระดับเบาในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่ก็เชื่อว่าภาวะนั้นอาจเป็นช่วงสั้น ๆ เพราะการลดลงของเงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เฟดลดดอกเบี้ยในอนาคต

โดยรวมแล้ว เฟดยังคงดำเนินนโยบายเข้มงวดและมุ่งมั่นในการควบคุมเงินเฟ้อ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงัก ตลาดและนักลงทุนควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและนโยบายของเฟดอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนในอนาคต

5. หน่วยงานกำกับดูแลและนโยบาย

1. คณะกรรมการการเงินญี่ปุ่นเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติการค้าหลักทรัพย์ เพื่อเสริมสร้างการควบคุมคริปโตเคอร์เรนซี

สำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลการเงินของญี่ปุ่น (FSA) เตรียมนำเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติการค้าหลักทรัพย์ให้รัฐสภาพิจารณาในปี 2026 เพื่อเสริมสร้างกฎเกณฑ์ควบคุมการเทรดคริปโตเคอร์เรนซีให้เข้มงวดมากขึ้น การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความใส่ใจของรัฐบาลญี่ปุ่นต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

ร่างแก้ไขนี้จะระบุชัดเจนว่าการใช้ข้อมูลภายในเพื่อการเทรดคริปโตฯ เป็นการกระทำผิดกฎหมาย และกำหนดให้ผู้ออกเหรียญคริปโตฯ ต้องมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้ตลาดมีความยุติธรรมและโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีบทลงโทษรุนแรงต่อการทำผิดเกี่ยวกับข้อมูลภายใน

เป้าหมายของกฎระเบียบนี้คือการสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันในตลาดคริปโตฯ ที่เป็นธรรมและปลอดภัย คุ้มครองผู้ลงทุน และป้องกันการฉ้อโกงและการฟอกเงิน ซึ่งเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์มองว่าการปรับปรุงกฎหมายนี้จะส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มคริปโตต้องเพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบ รวมถึงอาจเพิ่มต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แต่ก็จะช่วยให้ตลาดมีความน่าเชื่อถือและยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

2. คณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เตรียมออกกฎใหม่สำหรับการเทรดคริปโต

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) กำลังร่างกฎใหม่เพื่อควบคุมการเทรดคริปโตเคอร์เรนซีให้เข้มงวดยิ่งขึ้น การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความกังวลของหน่วยงานกำกับดูแลต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในตลาดคริปโต

ตามร่างกฎใหม่, ตลาดคริปโตจะถูกมองว่าเป็น “ระบบการซื้อขาย” ที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบคล้ายกับตลาดหุ้นเดิม เช่น การสร้างมาตรการควบคุมความเสี่ยง การปกป้องเงินลงทุนของผู้ซื้อขาย และการป้องกันการปั่นราคาและการฉ้อโกง

เจย์ พาวเวลล์ ประธาน SEC กล่าวว่าความเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดคริปโตทำให้มีความเสี่ยงใหม่ ๆ และจำเป็นต้องมีมาตรการคุ้มครองนักลงทุน ซึ่งรวมถึงความโปร่งใสและการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับแพลตฟอร์มเทรด

กฎใหม่นี้จะทำให้แพลตฟอร์มคริปโตต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น รายละเอียดการเทรด ความผิดปกติของระบบ และต้องรับการตรวจสอบจาก SEC รวมถึงสร้างกลไกจัดการความเสี่ยงภายใน

กลุ่มอุตสาหกรรมคริปโตมีปฏิกิริยาแตกต่างกัน บางบริษัทสนับสนุนกฎระเบียบที่ชัดเจนและเข้มงวดเพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ แต่บางฝ่ายก็กังวลว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการนวัตกรรม

นักกฎหมายด้านการเงินและนักวิเคราะห์ชี้ว่า กฎนี้เป็นความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับความปลอดภัย ควรติดตามความคืบหน้าและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างใกล้ชิด

3. คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังจัดทำกฎใหม่สำหรับผู้ออกเหรียญคริปโต

กลุ่มยุโรปอยู่ระหว่างการร่างกฎใหม่เพื่อเสริมสร้างการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจคริปโต การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความสนใจที่เพิ่มขึ้นของหน่วยงานในเรื่องความปลอดภัยและความโปร่งใสในตลาดคริปโต

ร่างกฎใหม่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจคริปโตต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น รายละเอียดโครงการ การจัดสรรโทเคน และแผนการใช้เงิน รวมถึงการจัดตั้งกองทุนชดเชยสำหรับผู้ลงทุน นอกจากนี้ ยังเพิ่มมาตรการควบคุมการฟอกเงินและป้องกันการใช้เหรียญในกิจกรรมผิดกฎหมาย

มาร์กุย เอกอัครราชทูตด้านการเงินของกลุ่มกล่าวว่า การพัฒนานี้จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในตลาดคริปโตอย่างมาก โดยจะสนับสนุนให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิดชอบมากขึ้นในอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงกังวลว่ากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไปอาจเป็นอุปสรรคต่อการนวัตกรรมและการเติบโตของตลาดคริปโตในยุโรป นักวิเคราะห์ชี้ว่าการสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมและนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ตลาดเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ดูต้นฉบับ
news.article.disclaimer
แสดงความคิดเห็น
0/400
Sinkingvip
· 2025-12-14 20:33
ดูต้นฉบับตอบกลับ0